Blog‎ > ‎

GNH vs เศรษฐกิจพอเพียง - ของดี หรือ เรื่องลวงโลก?

posted Dec 26, 2016, 9:47 PM by Ratinan Lee   [ updated Dec 27, 2016, 8:24 AM ]

ว่าด้วยเรื่อง GNH

เมื่อปี 2013 ได้มีข่าวที่ว่านาย Tshering Tobgay ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีของภูฏาน ออกมาพูดเกี่ยวกับ GNH หรือ Gross National Happiness ซึ่งเป็นมาตรวัด "ความสุขมวลรวมประชาชาติ" ของภูฏานเอง ว่าเป็นมาตรวัดที่เบี่ยงประเด็น ทั้งๆ ที่ประเทศยังคงประสบปัญหาเรื่องต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาคนตกงาน ความยากจน และนักการเมืองโกงกิน ฯลฯ [1] ทั้งนี้ มาตรวัดนี้คือมาตรวัดที่ประเทศภูฏานใช้แทน GNP (Gross National Product) เป็นการประกาศให้โลกรู้ว่าประเทศภูฏานไม่สนใจเรื่อง "วัตถุ" แต่ใส่ใจเรื่อง "จิตใจ" มากกว่า และเริ่มใช้งานมาแล้วตั้งแต่ปี 1972 (กว่า 44 ปี) ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี Tobgay ได้กล่าวว่า รัฐบาลใส่ใจแต่เรื่อง GNH มากเสียจนลืมไปแล้วว่า ประชาชนยังต้องการ "บริการขั้นพื้นฐาน" จากรัฐบาล ที่ยังขาดแคลนอยู่ และสิ่งเหล่านี้คือการเบี่ยงเบนประเด็นความสนใจของคนภูฏานเอง และคนทั่วโลก ให้คิดว่าคนภูฏานเองมีความสุข กับความเป็นอยู่เช่นนี้ จนหลงลืมไปว่า สิทธิขั้นพื้นฐานหลายๆ อย่างภายในประเทศ ยังอยู่ในสภาวะที่เรียกว่าย่ำแย่ ทั้งนี้ Financial Times รายงานว่าก่อนหน้าการเลือกตั้งในปี 2008 รัฐบาลภายใต้กษัตริย์ Jigme Singye Wangchuck ประสบความล้มเหลวในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน และพบว่า ประชาชนกว่า 50% ของประเทศไม่สามารถอ่านออกเขียนได้ เด็กๆ กว่าครึ่งหนึ่งไม่สามารถเรียนต่อได้ถึงระดับมัธยมศึกษา ซ้ำยังประสบปัญหาอัตราการฆ่าตัวตายสูง และรัฐบาลก็ยังโกงกินกันอย่างออกนอกหน้านอกตา [2]

ว่าด้วยเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง

เศรษฐกิจพอเพียง หรือ Sufficiency Economy พูดถึงเรื่องทางสายกลาง ให้คนพอประมาณ มีเหตุผล และสร้างภูมิคุ้มกัน "เพื่อความเป็นอยู่ที่ดี" มีบุคคลจำนวนมากแสดงความชื่นชมหลักการนี้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็มีคนที่กล่าวว่าเศรษฐกิจพอเพียง เป็นเป็นโฆษณาชวนเชื่อเพื่อหลอกคนในประเทศเพียงแค่นั้น [3] ถ้าจะนับกันจริงๆ แล้ว หลักการนี้ดูผิวเผินแล้วดีมากๆ เนื่องจากเป็นการสอนให้คน "ใช้เงินเป็น" แต่ในขณะเดียวกัน เอกสารที่มีการจัดทำกันจริงๆ ถ้าไม่อ่านแบบลึกๆ (หรือถ้าแค่อ่าน Executive Summary) แล้ว ก็จะไม่มีทางรับรู้อะไรจริงๆ ได้เลย Andrew Walker ได้กล่าวไว้ว่า เอกสารจาก UNDP ก็เป็นเอกสารจากไทย ซึ่งมีราชสำนักหนุนหลังอยู่ และมีการเขียนเพียงเพื่อสดุดี ไม่ได้มีหลักการตามหลักสังคมศาสตร์จริงๆ [3] นอกจากนี้ หลักการนี้ก็เหมือนดาบสองคม ที่คอยกรีดแทงประชาชนคนไทยด้วยกันเอง เนื่องจากมีการนำหลักการนี้มาใช้ในทางการเมืองอย่างแพร่หลาย โจมตีนโยบายต่างๆ นาๆ จากฝ่ายตรงข้าม (เช่น [4] ที่ว่าหลักการของทักษิณ ชินวัตร ที่เรียกว่า ทักษิโณมิกส์ นั้น ขัดต่อหลักเศรษฐกิจพอเพียง และเชี่ยมโยงอย่าง "แถๆ" ไปว่า ทักษิณต้องการล้มเจ้า) ซ้ำยังมีการนำหลักการเศรษฐกิจพอเพียง มาอ้าง เพื่อกลบข้อผิดพลาดในการทำงาน ชนิด เยอะมาก และธรรมดามาก จนยากที่จะตกเป็นข่าว ยกตัวอย่างเช่น กรณีนมโรงเรียนบูด ก็อ้างเศรษฐกิจพอเพียง เรามี "เงิน" แค่นี้ เราจึงสามารถจัด "นม" ให้นักเรียน "ได้แค่นี้" เราก็ต้อง "พอเพียง" สิ ก็มีแค่นี้นี่นา ไม่ได้มีเงินเยอะแยะมหาศาลพอที่จะจัดซื้อนม "ไม่บูด" มาให้นักเรียนดื่มนี่นา โดยคนส่วนมากมักจะลืมไปว่า นี่ไม่ใช่ความ "พอเพียง" แต่นี่คือความ "ขาดแคลน" ที่กำลังกรีดแทงคนไทยด้วยกันเอง ซ้ำร้าย การอ้างในลักษณะเช่นนี้ในสังคมแห่งความเป็นจริงและโลกออนไลน์ ยังจะมีต่อไปเรื่อยๆ ไม่หยุด เราคงไม่ต้องยกตัวอย่างกันมากมาย คนที่มีจิตสำนึกที่ดีคงจะคิดได้ว่าเรื่องแบบนี้ เราเห็นอยู่บ่อยๆ

ของดี หรือ เรื่องลวงโลก?

แล้วสองหลักการนี้มันเหมือนหรือเกี่ยวข้องกันอย่างไร?

แน่นอนว่าทั้งคู่ คือ เรื่องลวงโลก "ในทางปฏิบัติ" เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า การออกมาพูดของนายกรัฐมนตรีของภูฏานนั้น ประกาศชัดเจนว่า GNH ไม่ได้พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนภูฏานเลยจริงๆ [1][2] และเศรษฐกิจพอเพียงก็เช่นกัน ที่ดูดีมากเพียงบนหน้ากระดาษ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ประชาชนคนไทยก็ไม่ได้รับประโยชน์อะไรมากมายจากหลักการนี้เลยจริงๆ ซึ่งเราก็สังเกตได้อย่างง่ายๆ เลยว่าประชาชน ยังไงก็ยังมีไม่พอมีพอกินอยู่ดี ทุกช่วงเปิดภาคเรียน ผู้ปกครองยังคงต้องพึ่งพาโรงรับจำนำกันอย่างเลี่ยงมิได้ [5] และข่าวอย่างนี้เอง ความเป็นจริงเช่นนี้เอง ที่มันย้อนแย้งกันอยู่ในสังคมไทย และคอยย้ำเตือนเราว่า ไม่ว่าจะใช้เศรษฐกิจพอเพียงกัน สนับสนุนกันเพียงใด หลักการนี้ ก็ไม่เห็นผล ไม่สามารถทำให้เกิดผลดีต่อประชาชนโดยรวมได้

และหากมองลึกลงไปในสังคมไทยแล้ว หลักการต่างๆ ที่มากับหลักเศรษฐกิจพอเพียงนั้น กลับตรงกันข้ามกับ "รากฐาน" ของสังคมไทยโดยสิ้นเชิง ยกตัวอย่างเช่นเรื่องวัตถุนิยมในสังคมไทย ที่รุนแรงมาก เมื่อปี 2010 ผู้เขียนได้มีโอกาสไปประเทศอเมริกา สิ่งที่พบเห็นและเปรียบเทียบได้อย่างชัดเจนเลยก็คือโทรศัพท์มือถือ ที่เพื่อนคนไทยล้วนแต่เปลี่ยนไปใช้ smart phone กันอย่างถ้วนหน้า แม้แต่ตัวผมเอง แต่ในขณะที่เพื่อนชาวอเมริกันบางคน ยังคงใช้โทรศัพท์รุ่นเก่า หน้าจอขาวดำ ที่ใช้โทรศัพท์ รับส่งข้อความ และฟังเพลงได้เพียงเท่านั้น สำหรับอุปกรณ์ไฮเทคต่างๆ ที่โรงเรียนจนๆ ในไทยปรับเป็น Windows Vista หรือ 7 กันเกือบหมดแล้ว และใช้ Microsoft Office รุ่นใหม่ล่าสุด แต่ที่อเมริกา ยังมีอุปกรณ์จำนวนมากเป็น Windows XP หรือเก่ากว่านั้น ใช้ Microsoft Work ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของ Microsoft Office ที่ผมไม่เคยรู้จักมาก่อน ผมก็ได้มีโอกาสได้ย้อนยุค เมื่อครั้งไปเยือนประเทศสหรัฐอเมริกานี่เอง (และหากใครยังไม่รู้จัก ก็ไหว้ซะสิลูก) ทำให้ผมรู้ซึ้งเลยว่า สังคมในประเทศที่เขา "มีกินมีใช้" มากเพียงพอ เขาไม่ได้ต้องการของใหม่มาอวดกัน เพราะเขาเติบโตมาพร้อมกับมัน ยังไงก็ต้องมีเบื่อกันบ้าง ผิดกับประเทศไทย ที่ขาดแคลน จนต้องขวนขวาย จนกลายเป็นการแก่งแย่งชิงดี ท้ายที่สุด แค่ขี่รถจักรยานมาเรียนก็โดนกล่าวหาว่าเป็น "ควาย" ได้ (ประสบการณ์ส่วนตัว) ด้วยวัฒนธรรมที่แข่งกันทางด้านวัตถุของไทยที่มีมาแต่ช้านาน ซ้ำยังเป็นวัฒนธรรมแบบ high power distance [6] ที่สนับสนุนความ "ไม่เท่าเทียมกัน" ในสังคม สนับสนุนการสร้าง "ชนชั้น" ในสังคม ยิ่งทำให้คนที่มีความขาดแคลนทางวัตถุโดนกดขี่ต่ำลงไปอีก กลายเป็นวัฒนธรรมที่คนอยากได้อยากมีจนเกินตัว เพื่อก้าวข้ามสู่ "ชนชั้น" ที่สูงขึ้น และพอได้มีโอกาสมายังสิงคโปร์ สิ่งแรกๆ ที่สังเกตเห็นก็คือ ชุดออกกำลังกายราคาแพง ยี่ห้อดัง ไม่มีคนใส่ เข้าไปในร้าน ก็โล่งๆ แต่คนนิยมยี่ห้องถูกๆ ที่มีขายทั่วไปตามท้องตลาด แต่คนต่างชาติที่จนกว่า เมื่อได้รับเงินเดือนที่สูงจากสิงคโปร์ ก็มักจะหมดเงินไปกับสินค้าแพงๆ รุ่นใหม่ล่าสุด ทั้งนี้ การหมดเงินไปกับสินค้าราคาแพงของคนต่างชาติในสิงคโปร์ ไม่ได้ทำให้เกิดเรื่องเดือดร้อนแต่อย่างใด ผิดกับในประเทศไทย (และหลายประเทศที่มีวัฒนธรรมคล้ายคลึงกับประเทศไทย เช่นประเทศจีน) ที่ก่อให้เกิดปัญหามากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหิ้วของหนีภาษี ขโมยเงิน ขโมยของ ขายตัว ฯลฯ

เมื่อคิดได้เช่นนี้แล้ว ผู้เขียนจึงรู้สึกว่า การพยายามบังคับใช้เศรษฐกิจพอเพียงในประเทศไทย พร้อมกับการรณรงค์รักษาวัฒนธรรมและความเป็นไทยนั้น ดูขัดกันโดยสิ้นเชิง และยิ่งวัฒนธรรมไทย เป็นของที่มีมานานกว่า ย่อมจะชนะหลักการเศรษฐกิจพอเพียงที่เพิ่งได้รับความสนใจในยุคหลัง ทำให้หลักการนี้ ดูจะเป็นหลักการที่ใช้โจมตีทางการเมืองดังที่กล่าวข้างต้น มากเสียกว่าเป็นหลักการ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทยเสียด้วยซ้ำ ไม่ได้มีความดีเด่นเหนือไปจาก GNH เลยด้วยซ้ำ เป็นเพียงแค่เรื่องลวงโลก ไม่ต่างกัน


[1] BBC (August 2, 2013). Bhutan PM casts doubts over Gross National Happiness. BBC. Retrieved December 27, 2016.

[2] Alan Beattie (September 4, 2014). Gross National Happiness: a bad idea whose time has gone. The Financial Times. Retrieved December 27, 2016.

[3] Andrew Walker (November 7, 2007). Royalist propaganda and policy nonsense. New Mandala. Retrieved December 27, 2016.

[4] MGR Online (February 2, 2007). รายงานพิเศษ : “ทักษิณ” ริดิสเครดิต “เศรษฐกิจพอเพียง” หรือ?. Manager. Retrieved December 27, 2016.

[5] ทีมข่าวเศรษฐกิจ ครอบครัวข่าว (May 2, 2016). โรงรับจำนำคึกคัก สำรองเงินรับเปิดเทอม. ครอบครัวข่าว. Retrieved December 27, 2016.

[6] Geert Hofstede (n.d.). Thailand. Retrieved December 27, 2016.

Comments