Blog

Out-of-Kala View - EP 3: VAT

posted May 26, 2017, 8:41 PM by Ratinan Lee   [ updated May 26, 2017, 8:41 PM ]

Out-of-Kala View - EP 2: Rights

posted May 21, 2017, 8:44 AM by Ratinan Lee   [ updated May 21, 2017, 8:45 AM ]

Out-of-Kala View - EP 1: Capitalism

posted May 11, 2017, 6:38 AM by Ratinan Lee   [ updated May 21, 2017, 8:42 AM ]

ประชาชนสุขสันต์ หน้าใส?

posted Apr 15, 2017, 1:36 AM by Ratinan Lee

ข้อความที่บ่อนทำลายในหมุดบ้าๆ อันใหม่ที่ถูกนำไปไว้แทนที่หมุดคณะราษฎร

ขอแสดงความคิดเห็น บทวิเคราะห์ และอื่นๆ ดังต่อไปนี้:


วงนอก

- ความนับถือรักใคร่ในพระรัตนตรัยก็ดี

พระรัตนตรัย มีอะไรที่ทำให้ "รัฐของตน" เจริญยิ่งมิทราบ? ตามมาตรา 18 UDHR กล่าวไว้ว่าเราทุกคนมีอิสรภาพในศาสนา ดังนั้น การยึดถือพระรัตนตรัยเป็นหลัก ย่อมละเมิดมาตรานี้ เรามีเสรีภาพที่จะนับถือ รักใคร่ หรือไม่นับถือในพระรัตนตรัยก็ได้ และศาสนา เมื่อใดที่มาเกี่ยวข้องกับ "รัฐ" เมื่อนั้น รัฐนั้นย่อมชิบหาย และมีปัญหามากมายจนเกินบรรยาย ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซียที่มีปัญหาคนจีนไม่ได้เป็นมุสลิมแล้วเสียเปรียบต่างๆ ปัญหาการกดขี่เพศหญิงที่พบได้ทั่วไปในประเทศมุสลิมและอินเดีย ปัญหาขัดแย้งทางศาสนาในเมียนมาร์และไทย เป็นต้น จึงกล่าวได้ว่า ข้อความนี้ เป็น "เท็จ"


- ในรัฐของตนก็ดี

ความนับถือรักใคร่ในรัฐ อาจแปลได้ความว่า "ลัทธิชาตินิยม" (หรือไม่?) ซึ่งหากใช่ ลัทธิชาตินิยมได้นำมาสู่ความล่มสลายมาหลายครั้งแล้ว ญี่ปุ่นเคยมีนักรบที่ยอมตายเพื่อชาติ แต่สุดท้ายก็สร้างความเสียหายให้กับตนเองจนแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ไป นอกจากนี้ ลัทธิชาตินิยม ยังไม่เป็นที่นิยมในยุคปัจจุบันอีกด้วย และระบอบที่ได้รับความนิยม กลับเป็นประชาธิปไตย ซึ่งทุกคน เป็นพลเมือง มีสิทธิและเสรีภาพตามที่กฎหมายกำหนด


- ในวงศ์ตระกูลของตนก็ดี

รักในวงศ์ตระกูล เกี่ยวอย่างไรกับ "รัฐ"? ทุกคนเกิดมีครอบครัว ย่อมต้องรักและดูแลกันเพื่อความเจริญก้าวหน้าของครอบครัว รัฐ มีหน้าที่สนับสนุนครอบครัว โดยครอบครัวจ่ายภาษีให้รัฐทำหน้าที่ของตน เหตุใด ครอบครัวจึงต้องมีหน้าที่ทำให้รัฐเจริญ?


- มีจิตซื่อตรงในพระราชาของตนก็ดี

เรื่องนี้ชัดเจนว่าไม่เป็นความจริง ประเทศที่เจริญก้าวหน้าจำนวนมากไม่มีพระราชา ซ้ำ พลเมืองของพวกเขากลับ "ด่า" ประมุขของพวกเขา 3 เวลาหลังอาหารและก่อนนอน ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้เอง ทำให้พลเมืองเห็นเหตุแห่งความเสื่อม และฉุกคิดจนเกิดเป็นความเจริญก้าวหน้าในสังคมของตน


- ย่อมเป็นเครื่องทำให้รัฐของตนเจริญยิ่ง

และท้ายที่สุด ทำไมต้องทำให้ "รัฐของตน" เจริญ? นี่คือลักษณะของรัฐที่พยายามกดขี่ให้ปัจเจกกลายเป็น "สิ่งไร้ค่า" และเอารัฐขึ้นเป็นศูนย์กลาง ซึ่งเป็นสิ่งที่ ขวางโลก และไม่มีประเทศที่เจริญแล้วทำ เนื่องจากความเจริญ ล้วนแต่มาจากปัจเจกบุคคลที่ร่วมกันคิด ร่วมกันแสดงความคิดเห็น ความเห็นต่าง และหาข้อสรุปร่วมกัน


วงใน

- ขอประเทศสยามจงเจริญยั่งยืนตลอดไป

สรุปจะกลับไปใช้ชื่อ "สยาม"? แต่พฤติกรรมและความเป็นจริงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นประเทศสยาม หรือประเทศไทย หรือกรุงรัตนโกสินทร์ ต่างก็ไม่เคยมีความ "เจริญก้าวหน้า" แม้แต่น้อย เนื่องจากวัฒนธรรมท้องถิ่นมีแต่ความเสื่อมโทรม ป่าเถื่อน ดุร้าย และไร้ซึ่งมนุษยธรรม มาตั้งแต่ยุคโบราณแล้ว ปัจจุบัน มนุษย์ยังไม่ "เท่าเทียมกัน" ตาม UDHR เลยด้วยซ้ำ แล้วจะบอกว่ามันเจริญได้อย่างไร


- ประชาชนสุขสันต์ หน้าใส เพื่อเป็นพลังของแผ่นดิน

ความสุขสันต์ ความยิ้มแย้ม ไม่ใช่พลังของแผ่นดิน แต่พลังในการขับเคลื่อนทุกอย่างภายในประเทศ คือทุกคนมีสิทธิ มีเสรีภาพในการทำสิ่งที่ตนเองต้องการ และมีความสุขที่จะทำ เพื่อเป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ให้ผู้คนมีอยู่มีกินอย่างสบาย ส่วนแผ่นดินน่ะ ช่างแม่งมันไปเถอะ มันไม่ได้มี "พระคุณ" กับเรา เลิกนำสิ่งที่ไม่มีชีวิต สิ่งที่ทำอะไรไม่ได้ มาอุปมาอุปมัยดั่งพวกสิ่งเหล่านี้มีชีวิตเช่นนี้เสียที ไร้การศึกษามากๆ

Immigration?

posted Apr 10, 2017, 9:16 PM by Ratinan Lee   [ updated Apr 11, 2017, 9:49 PM ]

Hey! I want to share with you how I enter and exit countries.

Singapore (holding EP)
1. Queue up at the automated gate
2. Scan the MRZ of the passport
3. When the turnstile swings open, step inside
4. Scan right thumb
5. When the turnstile swings open, step out of the automatic gate... bye

Malaysia (visitor)
1. Queue up at the immigration counter
2. Pass the passport to the immigration officer
3. Scan fingerprint and take photo (?) - can't really remember
4. Wait until receiving the passport back

Japan (visitor)
1. Fill in immigration form
2. Queue up at the immigration counter
3. Pass the passport to the immigration officer
4. Scan fingerprint and take photo (?) - can't really remember
5. Wait until receiving the passport back

Indonesia (visitor)
1. Fill in immigration form and health clearance
2. Queue up at the immigration counter
3. Pass the passport to the immigration officer
4. Scan fingerprint and take photo (?) - can't really remember
5. Wait until receiving the passport back

Thailand (citizen)
1. Fill in immigration form
2. Queue up at the automated gate
3. Hand in the immigration form to the officer
4. Scan the MRZ of the passport
5. Key in the flight number
6. When the turnstile swings open, step inside
7. Wait for the officer to take your photo, don't forget to take cap/hat/glasses, etc out of your face
8. Scan fingerprint
9. When the turnstile swings open, step out of the automatic gate... bye

The Rights to Ride Free Trains

posted Mar 31, 2017, 9:21 AM by Ratinan Lee   [ updated May 28, 2017, 7:54 PM ]

Suggestion on FREE RIDE Policy

On Thursday (Mar 30, 2017), EWL broke down and Eunos opened the gate for me to get in for free. When I alighted after the train resumed normal service, the staff updated the card and let me tap out, paying the full price. Wasn't the free ride already activated for us all?!
When FREE RIDE is activated, must be activated for all passengers already in the system and those waiting for boarding the trains and buses.

ทำไมจึงไม่ควรมีการเกณฑ์ทหารอีกต่อไป

posted Mar 27, 2017, 5:24 PM by Ratinan Lee   [ updated Mar 28, 2017, 5:35 AM ]

ถ้าหากคุณ...(ชื่อของคุณ)... ต้องเกณฑ์ทหาร เป็นระยะเวลา 2 ปี หลังจากเรียนจบระดับ ป. ตรี คุณ...(ชื่อของคุณ)...จะต้องสูญเสียอะไรไปในชีวิตบ้าง?

ถ้าเป็นชื่อผม?
1. ผมสูญเสียรายได้ให้ตัวเองและครอบครัวกว่า 8 แสนบาท และโอกาสทางธุรกิจที่ผมจะสามารถทำได้ใน 2 ปี ในตลาดหลักทรัพย์
2. ประสบการณ์การทำงานใน resume ที่ควรเป็นเลข 2 ปี กลับกลายเป็นเลข 0 ปี ในขณะที่เลขอายุผมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่เลขประสบการณ์การทำงานของผมกลับเท่าเดิม
3. ทักษะและความรู้ต่างๆ ที่ได้รำ่เรียนมา ได้หลงลืมไป หรือล้าสมัย ถึงไม่ลืม ก็นำมาใช้ไม่ได้แล้ว อย่าลืมว่าวิวัฒนาการสมัยนี้ไปไวมาก การสูญเสียเวลาไป 2 ปี อาจทำให้คุณจำเป็นต้องกลับเข้าไปเรียนใหม่ในระดับมหาวิทยาลัยเพื่อกู้คืน ทักษะความรู้ต่างๆ ที่ได้สูญเสียไปในค่ายทหาร
4. ผมสูญเสียโอกาสในการเตรียมตัว เตรียมความพร้อมในการไปศึกษาต่อในต่างประเทศ ซึ่งผมได้เลือก NTU เอาไว้ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยอายุน้อยที่มีชื่อเสียงอันดับที่ 1 ของโลก และมหาวิทยาลัย ที่ดีและมีคุณภาพรองแค่ NUS ใน ASEAN แห่งนี้!
5. ผมได้รายได้เกิน S$40,000 ต่อปีตั้งแต่อายุ 26 ถ้าหากผมเกณฑ์ทหาร อายุ 28 ผมก็อาจจะไม่สามารถทำรายได้หลักนี้ได้ ไม่สามารถยกระดับชีวิตผมเอง และครอบครัวได้ ไม่สามารถซื้อ iPad ให้น้องได้ ไม่สามารถซื้ออุปกรณ์การทำงานมูลค่าแพงๆ มีคุณภาพมาใช้ได้

นี่คือโอกาสต่างๆ ที่จะต้องสูญเสียสำหรับผม มูลค่าหลักหลายล้านบาทขนาดนี้ รัฐบาลไทย กองทัพไทย สามารถจ่ายค่าเสียหายตรงนี้ได้หรือไม่หากนำผมไปเป็นทหาร? ผมคิดว่าได้ แต่ "ไม่จ่าย"

กองทัพไทย ไม่ได้มีความรับผิดชอบเท่ากองทัพสิงคโปร์ครับ

ต่อจากนี้ จะเป็นเรื่องของความสูญเสียต่อประเทศชาติ

1. คนหนึ่งคน สามารถทำรายได้ให้แก่ตัวเองและครอบครัว โดยเฉลี่ยตาม GNI แล้ว คือประมาณปีละ 1-2 แสนบาท หากเกณฑ์ทหาร 1 แสนคน ประเทศชาติจะสูญเสียงานมูลค่า 2-4 หมื่นล้านบาท ที่คนกลุ่มนี้สามารถทำได้ใน 2 ปี
2. เสียเปรียบประเทศคู่แข่ง แรงงานอายุน้อย ไฟแรง ถูกเกณฑ์ทหารในขณะที่เพื่อนบ้าน ไม่ถูกเกณฑ์ทหาร และเรียกร้องค่าแรงที่ถูกกว่า ทำให้นักลงทุนต่างชาติเลือกประเทศเพื่อนบ้านที่กำลังพัฒนาทุกอย่างให้พร้อมรับการลงทุนของเขา โดยเฉพาะสาธารณูปโภคต่างๆ ที่สำคัญ ที่ประเทศไทยยังคงเถียงว่าจะสร้าง หรือไม่สร้าง อย่างไรดี ทำให้คนไทยมีโอกาสเสี่ยงตกงานเยอะสูงขึ้นในอนาคต
3. แรงงานฝีมือ ที่มีประสบการณ์เท่ากันของไทย กลับมีอายุมากกว่าของประเทศคู่แข่งถึง 2 ปีหรือมากกว่า ซึ่งเป็นข้อเสียเปรียบอย่างรุนแรงที่จะดึงดูดนายจ้างจากต่างชาติ
4. เงินค่าบริหารจัดการ และค่าจ้างทหารเกณฑ์ ปีละน่าจะประมาณ 3 หมื่นกว่าล้านบาท (ประเมินจากรายได้พลทหารต่อเดือน 2 รุ่นใน 1 ปีรวม 2 แสนคน และค่าใช้จ่ายอื่นๆ) ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ (มูลค่าขนาดนี้ สามารถสร้างรถไฟฟ้าสายสั้นๆ ได้ 1 สายเลยทีเดียว หากประหยัดงบส่วนนี้ได้ ทุกเมืองใหญ่ทั่วประเทศสามารถมีรถไฟฟ้าได้ทั้งหมดแล้ว ซ้ำ ตูน ยังไม่ต้องวิ่งเพื่อขอเงินบริจาคช่วยเหลือโรงพยาบาลบางสะพานอีกด้วย) หรือ หากมีระบบทหารอาชีพ ก็สามารถได้ทหารอาชีพที่มีคุณภาพสูงกว่า พร้อมรบมากกว่าทหารเกณฑ์มาก

ทำไมถึงควรต้องเกณฑ์ทหาร? ที่ฝ่ายเห็นชอบได้เผยแพร่มาทั้งหมด มันคือ ข้อดีของการเกณฑ์ทหารทหาร หรือ วาทกรรมหลอกลวง กันแน่?

วาทกรรมหลอกลวง

1. ไปรับใช้ชาติ
ชาติ หรือ Nation แปลว่า กลุ่มบุคคลที่อยู่ในชุมชน ที่ชัดเจน โดยมีภาษา สังคม วัฒนธรรม ระบบเศรษฐกิจ ฯลฯ ร่วมกัน ซึ่งก็จะหมายถึง กลุ่มคนทุกคนในประเทศไทย ถ้าจะบอกว่า "รับใช้ชาติ" ก็จะกลายเป็นหมายความว่า กลายเป็นคนรับใช้ของคนทุกคนในประเทศ แต่เดี๋ยวก่อน... การไปเป็นทหาร ได้รับใช้ทุกคนในประเทศจริงๆ หรอ แล้วเป็นอย่างอื่น รับใช้ผู้คนในประเทศไม่ได้หรืออย่างไร?

ประเด็นที่ 1 เป็นทหารเกณฑ์ รับใช้คนในชาติจริงหรือไม่? คำตอบคือ ถ้าหากการเป็นทหาร ได้ฝึกฝนการรบ และเตรียมพร้อมในการรบจริงๆ คำตอบ ก็คือใช้ แต่ที่พบเห็นจนตกเป็นข่าวจำนวนมาก ทหารเกณฑ์ ถูกกระทำเยอะแยะมากมาย ไม่ว่าจะเป็นถูกหมิ่นเกียรติแห่งความเป็นมนุษย์ ถูกสั่งให้แก้ผ้าล่อนจ้อน ถูกทำโทษอย่างหนักหน่วงจนบาดเจ็บ บ้างก็เสียชีวิต และก็เป็นที่รู้กันดีว่า ทหารเกณฑ์ที่รอดจากการฝีกเช่นนั้นมา ถูกเกณฑ์ไปรับใช้ที่บ้านของนายทหารชั้นผู้ใหญ่ กลายเป็นว่า การไปเป็นทหารเกณฑ์นั้น ไม่ได้เป็นการ "รับใช้ชาติ" อย่างใดเลย จึงจบประเด็นได้ ณ ตรงนี้

ประเด็นที่ 2 อาชีพอื่น รับใช้ชาติไม่ได้หรืออย่างไร? คนทุกคน ทำงาน มีรายได้ เสียภาษี แล้วรัฐบาล นำเงินภาษีไปพัฒนาประเทศ เพื่อทุกคนในประเทศ และเมื่อชาติ ก็คือพลเมืองในประเทศ นั่นไม่ใช่หรือ การรับใช้ชาติ? ประเด็นนี้ จึงจบไปได้อย่างสั้นๆ ไม่ได้มีความจำเป็นต้องอธิบายแต่อย่างใด

ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า การไปรับใช้ชาติ คือ วาทกรรมหลอกลวง!

2. ไปฝึกความอดทน ฝึกฝนวินัย เป็นชายชาติทหาร
ข้อนี้ก็ไม่ต้องอธิบายอะไรมาก พลเมืองไทย ที่ไม่เคยได้รับสิทธิในการเป็นพลเมืองเสียเท่าไรนัก ผ่านการเกณฑ์ทหารปีละเป็นแสนนายกว่า 60-70 ปี เท่ากับว่า ควรมีคนที่มี "ระเบียบวินัย" หลายล้านคนอยู่ในประเทศ นอกจากนี้ ยังมีผู้จบการศึกษาหลักสูตรรักษาดินแดนอีกจำนวนมาก แต่ประเทศไทย กลับไร้ซึ่งกฎระเบียบ ผู้คนฝ่าฝืนกฎกันอย่างบ้าระห่ำ ยาก ที่จะเจอคนมีวินัย นั่นหมายความว่า ไม่ว่าจะผ่านการเกณฑ์ทหาร หรือจบรักษาดินแดน ผู้คนจำนวนมากก็ไม่ได้มีวินัยแต่อย่างใด

3. ไม่เกณฑ์ทหาร เท่ากับ ไม่รักชาติ
ข้อนี้ ถ้าคุณคิดว่าไม่ได้เป็นวาทกรรมหลอกลวง เท่ากับว่า คุณเชื่อว่าผู้หญิง ไม่มีใครรักชาติ เนื่องจาก ผู้หญิง ไม่ได้มีบทบัญญัติไว้ให้ไปเกณฑ์ทหาร เท่ากับว่า ผู้หญิง จะไม่มี "โอกาส" ได้รักชาติ

และถามกลับ คนที่รักชาติ ทำอย่างอื่นให้กับคนอื่นๆ ในประเทศได้หรือไม่? เอาง่ายๆ เลย นักกิจกรรมที่เสียสละออกไปต่อสู้เพื่ออำนาจที่โดนยึดไปจากทหาร คนเหล่านั้น เสียสละ เพื่อให้คนในประเทศทุกคน ได้อำนาจคืนมาจากโจร จากอาชญากร คนเหล่านี้ ไม่ได้รักชาติหรืออย่างไร? สำหรับผม คนกลุ่มนี้ คือคนที่รักชาติมากที่สุดแล้ว

ดังนั้น คำเหล่านี้ จึงกลายเป็นแค่วาทกรรมหลอกลวง แค่คุณใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาที ในการคิดวิเคราะห์ เรื่องง่ายๆ แค่นี้คุณก็สมควรที่จะรู้ได้ ไม่ใช่เรื่องยากเลย

ดังนั้น เมื่อเทียบสิ่งที่ได้ กับสิ่งที่เสียไป มันจึงเป็นสิ่งที่ไม่สมควรเลย ที่จะต้องมีการ "เกณฑ์ทหาร" ในประเทศไทย

ทำไม วัฒนธรรมไทย จึง เลวร้าย?

posted Mar 27, 2017, 5:37 AM by Ratinan Lee   [ updated Mar 28, 2017, 5:15 PM ]

เรื่องนี้จริงๆ ก็ไม่น่าจะถามกันเลย เนื่องจาก หากคุณเคยได้ยินคำว่า "สิทธิ" และ "เสรีภาพ" แบบจริงๆ จังๆ คุณจะพบข้อขัดแย้งระหว่าง "วัฒนธรรมไทย" หรือ "พฤติกรรมที่พบเห็นได้อย่างแพร่หลายในสังคมไทย" กับหลักการพื้นฐานของคำว่า "สิทธิ" และ "เสรีภาพ" ได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง ยิ่งกว่าคู่พ่อลูกชัดเจน ชัดแจ้ง แห่งบางรักซอย 9/1 เสียอีก

ทั้งนี้ทั้งนั้น ตามหลักการประชาธิปไตย ทุกคนมี 1 สิทธิ 1 เสียง ดังนั้น ทุกคนจึงต้อง "เคารพซึ่งกันและกัน" โดยไม่มีข้อแม้ใดๆ ไม่ว่าจะเป็นอายุ เพศ ศาสนา ตำแหน่ง ฯลฯ เว้นแต่กฎหมายกำหนด เช่น เป็นบุคคลเสียสติ ที่อยู่ในความดูแลของแพทย์ เป็นต้น

กฎที่สมาชิกสหประชาติ หรือ UN (United Nations) ได้กำหนดขึ้นมาเกี่ยวกับเรื่องนี้นั้น หลักๆ ก็คือ Universal Declaration of Human Rights หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า UDHR ซึ่งประเทศไทย ในฐานะหนึ่งในประเทศสมาชิก ย่อมต้องปฏิบัติตาม ทั้งนี้ เราจะไม่พูดถึงประเทศอื่น เพราะหลายๆ ประเทศก็ "สอบตก" เหมือนประเทศไทย และสหรัฐอเมริกา ก็มีแนวโน้มว่าจะสอบตก ภายใต้การนำประเทศของประธานาธิบดีที่... เอ่อ... you know it... อะนะ...

ขอย้ำว่า

บรรพบุรุษไทย เข้าร่วมสหประชาชาติ
ลงนามยอมรับ UDHR แล้ว
คนทุกคนในประเทศไทยมีหน้าที่ทำตาม
แต่ทำไมถึงยังไม่ทำตาม
ไม่ทำตามแต่ไปรับประโยชน์จากการเป็นสมาชิกเนี่ยนะ
เขามาประเมินตกก็ไปประท้วงเขาเมื่อปีก่อน
แบบนี้มันนักเลงชัดๆ

และเมื่อเราพูดกันมาถึงขนาดนี้แล้ว เราจะรออะไร มาดูทั้ง 30 มาตราของ UDHR กัน ว่าทำไม เราจึง "ฟันธง" ได้ว่า วัฒนธรรมไทย มัน "เลว"!!!

1 All human beings are born free and equal in dignity and rights. They are endowed with reason and conscience and should act towards one another in a spirit of brotherhood.

ทุกคนเกิดมามีอิสรภาพ และเท่าเทียมเสมอกันในเกียรติ และสิทธิ ไม่มีใครจะมีสิทธิเหนือไปกว่าใครทั้งสิ้น กล่าวคือ ทุกคน ไม่ว่าจะมีกิน ยากจน ล้วนแต่เท่ากัน แล้วการที่ไทยยังคงมีชนชั้นวรรณะต่างๆ (อย่าเพิ่งเถียง... หลายชาติก็ "สอบตก" เหมือนไทย ดังนั้น เราจะไม่ยุ่ง มันเป็นเรื่องของ "เขา" ที่จะไปแก้ไขปรับปรุงให้สอบผ่าน ส่วนไทยเองที่สอบตก ก็ต้องสอบซ่อม เช่นเดียวกัน เราจะไป เผือก เรื่องของคนอื่นที่สอบตกด้วยทำไม?) รวมถึงมีคนที่ได้รับการปกป้องด้วยกฎหมายอาญามาตรา 112 และมีการใช้มาตรานี้กันอย่างโจ่งแจ้ง และไร้ซึ่งหลักฐานเพียงพอ นั่นแสดงให้เห็นแล้วว่า ประเทศไทยเรา ได้ละเมิดมาตราที่ 1 นี้อย่างชัดเจนยิ่งกว่าคู่พ่อลูกบางรักซอย 9/1 นั่นอีก แล้วไหนจะการ "ไหว้" ที่ไทยมีทั้งไหว้พระ ไหว้ผู้ใหญ่ ไหว้คนระดับเดียวกัน ไหนจะมีถึงเรื่องกราบ หมอบคลาน ฯลฯ เอาเป็นว่าเรื่องกราบ/ไหว้พระ เป็นเรื่องทางศาสนา เราจะไม่ยุ่ง แต่ถ้าออกจากเรื่องศาสนามาแล้ว ทุกคนต้องเท่ากัน ทำไมเรายังมีไหว้ผู้ใหญ่กับไหว้คนระดับเดียวกัน? จะไหว้ก็ไหว้ได้ เป็นการทักทาย แต่เมื่อมีการไหว้ที่ไม่เท่ากัน นั่นย่อมหมายความว่า ไทย ยังคงมีความไม่เท่าเทียมกันในสังคม ซึ่งละเมิดมาตรานี้

2 Everyone is entitled to all the rights and freedoms set forth in this Declaration, without distinction of any kind, such as race, color, sex, language, religion, political or other opinion, national or social origin, property, birth or other status. Furthermore, no distinction shall be made on the basis of the political, jurisdictional or international status of the country or territory to which a person belongs, whether it be independent, trust, non-self-governing or under any other limitation of sovereignty.

ทุกคนมีสิทธิและอิสรภาพเท่าเทียมกัน โดยบทบัญญัติฉบับนี้ ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติ สีผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความเห็นทางการเมือง ฐานะ อายุ ฯลฯ ล้วนเท่ากัน ดังนั้น ใครจะเห็นการเมืองต่างกันยังไงก็ได้ ดังนั้นการกระทบกระทั่งกัน จึงเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ เพียงแต่ขอให้อย่าให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรง จนถึงขั้น riot เป็นพอ... แต่เอาง่ายๆ ก็คือ ณ ตอนนี้ พวกอ้างตัวเป็น "ศาสนาพุทธ" พยายามทำหลายๆ อย่าง เช่น บัญญัติในรัฐธรรมนูญว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ และหลายอย่างก็ได้สำเร็จแล้ว เช่น การห้ามซื้อขายเหล้า เบียร์ สุรา ในวันสำคัญทางศาสนาพุทธ... อันนี้เลวมาก กฎหมายไทยละเมิดสิทธิและเสรีภาพของคนศาสนาอื่นไปแล้ว (ซึ่งก็อย่าเพิ่งเถียงนะ ชาติอื่นๆ โดยเฉพาะชาติมุสลิม ก็โดน เขาก็ด่าๆ กันอยู่ เป็นเรื่องภายในของเขาที่เขาต้องไล่ตามแก้ หรือโดนด่าต่อไป ดังนั้น เมื่อไทยสอบตกเช่นกัน ก็ต้องเลือกว่าจะตามแก้ หรือ โดนด่าต่อไป)

แล้วไหนจะเรื่องอายุ เกิดก่อนนับเป็นพี่ อันนี้ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเกิดก่อน แล้วมีสิทธิมากกว่า มีนู่นนี่มากกว่า ออกคำสั่งได้ อย่างนู้นอย่างนี้ อันนี้แย่แล้วนะ เรื่องของความ "อาวุโส" นั้น ได้กลายเป็นเรื่องที่ผิดกฎ ตั้งแต่ไทยเข้าเป็นสมาชิกของสหประชาชาติแล้ว

หรือเอาง่ายๆ ถ้าเด็ก "ไหว้" ผู้ใหญ่ ต้องก้ม "ต่ำ" เท่าไหร่ - ผู้ใหญ่ ก็ต้องไหว้เด็ก "ต่ำ" เท่านั้น!
ไม่งั้นก็เลิกไหว้กันไปเลย เนื่องจากมันละเมิดมาตรา 2 แห่ง UDHR

แล้วก็เรื่องภาษา... อันนี้ก็สำคัญ การจะเอาคำว่า "กู" คำว่า "มึง" มาเป็นข้ออ้างในการด่าใครว่าเป็นคน "หยาบคาย" นี้ กระทำไม่ได้ เนื่องจากการใช้คำเหล่านี้ ยังได้รับความนิยมในระดับ "สูง" มาก แน่นอนว่า ความนิยมในการใช้ ทำให้คำเหล่านี้ไม่สามารถจัดว่าเป็นคำที่ offensive ได้อย่างฟันธง! คำที่ offensive ก็มีในหลายๆ ภาษา รวมทั้งในภาษาไทย แต่คำเหล่านั้น ถือว่าถ้าใช้ มันก็มีโอกาสละเมิด UDHR ด้วยเหมือนกันไง คำที่ offensive ได้แก่คำอะไรบ้าง? ได้แก่คำดูถูกเหยียดหยามทางต่างๆ  จึงไม่ควรใช้ ดังนั้น คนที่ว่าคนอื่นหยาบคายแค่เพราะ "กู/มึง" นั้น ได้ทำผิดมาตรานี้ไปเรียบร้อยแล้ว

จะเห็นได้ว่าข้อนี้อธิบายได้ยาวมาก เพราะประเทศไทยนั้น เต็มไปด้วยคนที่ละเมิดข้อนี้ทุกหย่อมหญ้าเลยทีเดียว

3 Everyone has the right to life, liberty, and security of person.

สิทธิในชีวิต
ทุกคนมีสิทธิที่จะใช้ชีวิตอยู่เพื่อตัวของตนเอง ไม่ใช่เพื่อผู้อื่น ในไทย (และอีกหลายๆ ประเทศ) ยังคงมีการ "บังคับ" อีกมากมายที่ละเมิดสิทธิผู้อื่น ยกตัวอย่างเช่น การบวชของลูกชาย หรือ การเรียนตามที่พ่อแม่ต้องการ เหล่านี้ ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ละเมิด UDHR มาตรา 3 ทั้งสิ้น เราเกิดมา มีชีวิตอยู่ เราก็ต้องอยู่ เพื่อตัวเอง

สิทธิในเสรีภาพ
ในส่วนของเรื่อง เสรีภาพนั้น ระบบการศึกษาของไทยนั่นแหละที่เป็นต้นเหตุแห่งการบ่อนทำลาย เนื่องจากมีการบังคับทุกอย่างตั้งแต่เครื่องแบบ ยัน เล็บนิ้วมือ... เล็บเนี่ยนะ? คือแบบมันเกินไป! แค่เครื่องแบบ ก็นับว่ามากพอแล้วนะ คือหลายๆ ประเทศก็ยังมี แต่ก็เลิกก่อนขึ้นมหาวิทยาลัย แต่ประเทศไทยนี่บังคับยันจบปริญญาเลย มันหนักเกินไป ซ้ำ ในระดับประถม มัธยม ยังห้ามออกจากสถานศึกษาก่อนเวลา ทั้งๆ ที่ในประเทศที่เจริญแล้ว เขาเปิดประตูให้นักเรียนออกไปได้ หากไม่มีเรียน โดยเฉพาะคาบบ่ายๆ ที่มักเป็นวิชาเลือกต่างๆ หรือกิจกรรมที่ตารางไม่แน่นอน ในบางประเทศ กิจกรรมบางกิจกรรม นักเรียนต้องนั่งรถออกไปทำ "นอกโรงเรียน" ทุกสัปดาห์ด้วยซ้ำไป เมื่อกฎได้ถูกตั้งขึ้นมาบังคับคนไทยให้อยู่ในกรอบที่เข้มงวด ทำให้เสรีภาพในไทยได้ถูกทำลายลงไป นับว่าไทย ก็ได้ละเมิดกฎข้อนี้อีกเช่นเดียวกัน

สิทธิในความมั่นคง
เรื่องนี้คงต้องบอกเลยว่า การเมือง ทำให้ไทย ขาดความมั่นคงไปอย่างมาก อย่าง การที่ตำรวจ/ทหารออกมาทำกร่างต่างๆ นาๆ ขับรถชนแล้วหนี แล้วบอกไปคุยกันในค่าย อ้าง "หนีอารมณ์คู่กรณี" เนี่ย ก็เป็นอีกข่าวหนึ่งที่บอกได้ชัดเจนเลยว่า ประเทศไทย ไม่มีความมั่นคงใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งภาครัฐ คือตัวทำลายความมั่นคงในไทยด้วยตัวเอง

ความมั่นคง (security) แปลว่าอะไร? ความมั่นคงคือระบบในการปกป้องเราจากภัยพิบัติ หรือสิ่งไม่คาดคิดต่างๆ (ต่างจากความปลอดภัย (safety) ที่แปลว่าความสามารถของระบบที่จะทำให้เราได้รับผลกระทบน้อยที่สุดจากภัยพิบัติ หรือสิ่งไม่คาดคิดต่างๆ) มนุษย์เรา สร้างระบบ "สังคม" ขึ้นมา ตั้งกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งมาทำหน้าที่รักษาความมั่นคงให้กับคนอื่นๆ เพื่อให้คนอื่นๆ ได้ใช้ชีวิตอย่างราบรื่น แต่เมื่อคนกลุ่มนั้น ซึ่งก็คือภาครัฐ โดยเฉพาะทหาร และตำรวจ ได้กระทำการที่ "กร่าง" ได้ถึงเพียงนี้ ย่อมหมายความว่า ความมั่นคงของคนไทย ได้สูญสิ้นไปแล้ว

4 No one shall be held in slavery or servitude; slavery and the slave trade shall be prohibited in all their forms.

อันนี้ประเทศไทยนับได้ว่าน่าจะหมดปัญญาแล้ว หลังจากที่ทหารอเมริกันกลับออกไปและปล่อยสัตหีบให้รกร้าง ปัญหาพ่อแม่ขายลูกสาวให้เป็นโสเภณีไม่น่าจะเหลือ หรืออาจจะยังเหลือ?

5 No one shall be subjected to torture or to cruel, inhuman or degrading treatment or punishment.

"รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี" คำคมตั้งแต่บรรพบุรุษก่อนไอ้ชั่วแปลกเปลี่ยนชื่อสยามเป็นไทย... ชัดเจนว่านี่คือสิ่งที่ชาวสยามสั่งสอนกันมา และเป็นหลักฐานชิ้นดีว่า ตั้งแต่เป็นรัฐสยาม ยันรัฐไทย จนมาปัจจุบัน ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง และยังคงมีการ "ตี" ซึ่งละเมิดมาตรา 5 นี้ อยู่ไม่ว่าจะเป็นในครอบครัว ในสถานศึกษา หรือแม้แต่ในค่ายทหาร ยิ่งในยุคนี้ยิ่งร้ายแรงด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของครูปาแก้ว และกรณีฆ่าพลทหารอย่างเลือดเย็น

6 Everyone has the right to recognition everywhere as a person before the law.

คงยังจำได้ว่ามีข่าวอยู่เนืองๆ ว่า คนบางคน ไม่ให้เกียรติผู้หญิง ไม่คิดว่าหลายๆ คนเป็นคนด้วยซ้ำ โดยเฉพาะกรณีของการแต่งตัวของผู้หญิง ที่โดนเปรียบเป็นขนมไปเลย? ทั้งๆ ที่ผู้หญิงก็มีสิทธิไม่ต่างกันผู้ชาย ทำไม จึงไม่มีอิสระในการแต่งตัว เหมือนผู้ชาย? หรือกับเรื่องของนักเรียน นักศึกษา ที่ต้องใส่เครื่องแบบ ทำไมต้องใส่เครื่องแบบ ครูบาอาจารย์เห็นศิษย์เป็นแค่ "ผลิตภัณฑ์" (เสวนาวันนี้ อาจารย์บัญชีเปรียบเทียบการใส่เครื่องแบบกับขวดน้ำ "ถ้าเอาขวดน้ำที่ไม่มีฉลากมาเทียบกับขวดน้ำที่มีฉลาก คนก็คงต้องซื้อที่มีฉลากเพราะน่าไว้ใจ รับรองคุณภาพ ดังนั้นนิสิตจุฬาได้แต่ประโยชน์ถ้าใส่เครื่องแบบ" ถูกต้องหมดเลยครับอาจารย์ มีปัญหาแค่อย่างเดียว นิสิตไม่ใช่ขวดน้ำ - จากโพสต์ใน Link ข้างต้น) ที่ตนเองผลิตไปแล้วหรืออย่างไร? ชัดเจนเลยว่า คนเหล่านี้ ไม่ได้มองคนอื่นเป็นคนเหมือนกัน เท่ากับว่าได้ละเมิดมาตรานี้แล้ว... และเราจะยังเห็นความเลวร้ายของไทยอยู่เรื่อยๆ เพราะเรื่องนี้ มันฝังรากลึกในสังคมไทยมานานมาก ผู้คนเหมือนเป็นผักปลา ในระบอบที่มีคนๆ เดียวเป็นใหญ่ อยู่ "เหนือหัว" คนอื่น จนบัดนี้ คนอื่นๆ ก็ยึดถือปฏิบัติตาม อยู่เหนือหัวคนอื่น ณ จุดใด (องค์กรใด บ้านใด ตึกใด) ก็มักจะเอาตัวเองเป็นใหญ่ที่นั่น จนคนอื่นๆ ไม่เหลือสภาพความเป็นคน

แล้วไหนจะล่าสุด ได้มีความเห็นของนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ที่คิดว่า ชีวิตเด็กคนหนึ่ง จะฆ่าทิ้ง อย่างเลือดเย็น "จะกดออโต้" ก็ไม่เป็นอะไร

7 All are equal before the law and are entitled without any discrimination to equal protection of the law. All are entitled to equal protection against any discrimination in violation of this Declaration and against any incitement to such discrimination.

ทุกคนย่อมมีสิทธิได้รับการปกป้องทางกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน แต่ว่าทำไมกรณีที่ "ลูกตำรวจ" ไปรุมฆ่าคน ที่ทหารหนีอารมณ์คู่กรณี รองอธิบดี "ป่วย!?!?" (เออ ป่วยแล้วมาเป็นได้ถึงตำแหน่งนี้ได้ยังไงวะไอ้เหี้ย?) ชัดเจนว่ามี discrimination แล้ว ทั้งๆ ที่มาตรานี้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่าทุกคนมีสิทธิได้รับการปกป้องคุ้มครอง "อย่างเท่าเทียมกัน" ในทางกฎหมาย แล้วคนที่เรียกร้องความเป็นธรรมให้กับเหยื่อของการทารุณกรรม กลับโดนจับเข้าคุก!!!

8 Everyone has the right to an effective remedy by the competent national tribunals for acts violating the fundamental rights granted him by the constitution or by law.

แต่ข้อนี้น่าจะพูดยากหน่อย เพราะคงมีน้อยคนมากที่จะได้รับการเยียวยา จากการถูกกระทำที่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพ แม้ว่าจะถูกใส่ร้ายป้ายสีอย่างร้ายแรงก็ตาม ถามว่ากรณีแม่ของนักกิจกรรมที่ตอบว่า "จ้า" แล้วโดนจับกุมตัวด้วยกฎหมายอาญามาตรา 112 นั้น การกระทำนั้นผิดหรือไม่อย่างไร? ทุกคนที่มีการศึกษาสามารถตอบได้อย่างชัดเจนว่า "ไม่ผิด" แล้วคุณแม่ท่านนั้นได้รับการปล่อยตัว และเยียวยาอย่างไร? Effective ดังที่มาตรานี้กล่าวไว้หรือไม่? ก็ไม่ ซึ่งการไม่เยียวยานี่แหละ เป็นการละเมิดมาตรา 8 แต่ว่ากรณีอื่นๆ เรากลับพูดได้เต็มปากเต็มคำว่ามีแพะอยู่เต็มคุกประเทศไทย

9 No one shall be subjected to arbitrary arrest, detention or exile.

เอาง่ายๆ กับข้อนี้ วันนี้เพิ่งเจอมากับตัว...

"ไม่รักเมืองไทยก็ไม่ต้องมาอยู่ในเมืองไทย"

ผมจะรักหรือไม่รักเมืองไทยมันไม่ใช่ประเด็น แต่คือมึงไม่มีสิทธิมาไล่กูเพราะกูมีสิทธิที่จะอยู่ที่ไหนก็ได้ตามที่กฎหมายอนุญาต และ UDHR ได้คุ้มครองกูไว้แล้วด้วย!!! กรณีไล่คนที่เห็นต่างออกนอกประเทศ หรือการไล่คนที่ถูกใส่ร้ายว่าเป็นปอบออกจากหมู่บ้าน ไล่ผู้ป่วยเอดส์ออกจากพื้นที่ นี่ก็นับว่าละเมิดมาตรา 9 เช่นกัน นี่ยังไม่รวมข่าวการจับกุม กักขังประชาชน ของคนจากภาครัฐบาลที่มีมาให้เห็นอยู่ตลอดเวลาเลยนะ เอาเป็นว่า พวกไล่คนออกจากพื้นที่เนี่ย มันเป็นพฤติกรรมที่คนไทย คนสยาม ปฏิบัติสืบต่อกันมานานแล้ว แน่นอนล่ะครับ ย่อมบอกได้เลยว่า พฤติกรรมไทยแท้สยามแท้นี้ ผิดมาตรา 9 เต็มประตู

10 Everyone is entitled in full equality to a fair and public hearing by an independent and impartial tribunal, in the determination of his rights and obligations and of any criminal charge against him.

มีกี่ข่าวแล้วครับที่การพิจารณาคดีนั้น "ไม่เปิดเผย" และ "ไม่เป็นธรรม" เอาง่ายๆ เลยนะครับ ตอนนี้เราได้ดูกล้องวงจรปิดคดีฆาตกรรมนักกิจกรรมจากภาคเหนือกันหรือยัง? นี่คือ "วัฒนธรรมองค์กร" ของไทย ที่ไม่เคยทำงานกันอย่างโปร่งใส แน่นอนครับ มันละเมิดมาตรา 10 แห่ง UDHR

11
(1) Everyone charged with a penal offense has the right to be presumed innocent until proved guilty according to law in a public trial at which he has had all the guarantees necessary for his defense.
(2) No one shall be held guilty of any penal offense on account of any act or omission which did not constitute a penal offense, under national or international law, at the time when it was committed. Nor shall a heavier penalty be imposed than the one that was applicable at the time the penal offense was committed.

การทำงานแบบไทยๆ ได้ผู้ต้องหามาก็ไม่อยากให้ประกันตัว กักขังหน่วงเหนี่ยว แค่คดีเล็กๆ ก็กล่าวหาว่า ผิดร้ายแรง โดยเฉพาะมาตรา 112 เนี่ย... คงไม่ต้องพูดมากนะ เริ่มขี้เกียจ แน่นอนว่า ทุกคนย่อมมีสิทธิได้รับการประกันตัว "โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์" ใดๆ ทั้งสิ้น เพราะทุกคนถือเป็นผู้บริสุทธิ์ ตามมาตรา 11 วรรค 1 แห่ง UDHR นี้ จนกว่าจะได้รับการตัดสินจากศาล ว่าได้กระทำความผิดจริง คนบางคนถูกจับไปในค่ายทหาร ไม่มีการประกันตัว ได้ข่าวอีกทีก็เสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำ ด้วยอาการ "ติดเชื้อในกระแสเลือด" นี่แหละครับ พฤติกรรมของคนไทยจำนวนมากที่ทำงานกันอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็มีข่าวแบบนี้ให้เห็นได้ทั่วประเทศ มันคือ ความเป็นสยาม ความเป็นไทยแท้ๆ จริงๆ

12 No one shall be subjected to arbitrary interference with his privacy, family, home or correspondence, nor to attacks upon his honor and reputation. Everyone has the right to the protection of the law against such interference or attacks.

ขนาดเด็กๆ ยังไม่เว้น การทำงานของผู้ใหญ่แบบไทยๆ ชอบบุก บุก แล้วก็บุก ไม่เคยสนใจเรื่องของ "ความเป็นส่วนตัว" บ้างเลย มีการกล่าวหาประชาชนกันอย่างลอยๆ เพื่อทำการบุกรุกพื้นที่ส่วนตัวของเป้าหมาย ล่าสุด ยังได้มี พรบ. คอมฉบับ 2016 อีก ยังมีคนส่วนหนึ่งที่สนับสนุน ทั้งๆ ที่มันมีการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล มีการอ้าง "ไม่ได้ทำผิด จะกลัวอะไร" จนในที่สุด กฎหมายที่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และละเมิด มาตรา 12 แห่ง UDHR ก็มีการประกาศใช้ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เหตุใดจึงต้องต่อต้าน พรบ. คอม ฉบับ 2016? ก็เพราะว่าเรามีสิทธิ เรามีเสรีภาพ ใน "ความเป็นส่วนตัว" ของเรา ตามมาตรา 12 ของ UDHR และเรามีสิทธิที่จะรักษามันไว้ หากใครจะมาทำลาย

13
(1) Everyone has the right to freedom of movement and residence within the borders of each state.
(2) Everyone has the right to leave any country, including his own, and to return to his country.

หากจะยังจำกันได้ รัฐไทยได้ละเมิดมาตรา 13 แห่ง UDHR ด้วยการห้ามนักกิจกรรมชื่อดังจาก HK เข้าประเทศไทย เพื่อไปพูดคุยกับนักกิจกรรมชื่อดังจากฝั่งไทย

นอกจากนี้ ยังมีวาทกรรมไล่ ต่อจากเรื่องในมาตรา 9 ว่า

ถ้าไม่รักเมืองไทย ก็ไม่ต้องอยู่เมืองไทย ออกไปแล้ว "อย่ากลับมาอีกนะ"

ซึ่งการไล่ออกไปจากประเทศไทย นับว่าเป็นการผิดมาตรา 9 และการเสริมว่า อย่ากลับมาอีกนะ เป็นการละเมิดมาตรา 13 ควบ 2 กระทง

14
(1) Everyone has the right to seek and to enjoy in other countries asylum from persecution.
(2) This right may not be invoked in the case of prosecutions genuinely arising from non-political crimes or from acts contrary to the purposes and principles of the United Nations.

กรณีนี้ มีแต่คนไทยที่ลี้ภัยไปต่างประเทศ ด้วยเหตุผลทางการเมือง

15
(1) Everyone has the right to a nationality.
(2) No one shall be arbitrarily deprived of his nationality nor denied the right to change his nationality.

กรณีนี้ เท่าที่รู้คือยังมีคนจำนวนมากที่มี "สมควร" มีสิทธิได้รับสัญชาติไทยแต่ไม่ได้ โดยเฉพาะคนจากชนเผ่าต่างๆ (กูใช้คำถูกเปล่าวะ?) ทางภาคเหนือ - เอาจริงๆ ก็รู้สึกว่าเขาไม่ได้สัญชาติไทยน่ะ ดีแล้ว เพราะการถือ "สัญชาติไทย" มันเลวร้ายมาก โดยเฉพาะผู้ชายที่ต้องโดนเกณฑ์ทหาร แต่เขาจำเป็นต้องได้สัญชาติใดสัญชาติหนึ่ง

16
(1) Men and women of full age, without any limitation due to race, nationality or religion, have the right to marry and to found a family. They are entitled to equal rights as to marriage, during marriage and at its dissolution.
(2) Marriage shall be entered into only with the free and full consent of the intending spouses.
(3) The family is the natural and fundamental group unit of society and is entitled to protection by society and the State.

ไม่รู้ว่ายังมี "จริงหรือไม่"? การบังคับให้ลูกไปแต่งงาน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเรื่องฐานะ เรื่องธุรกิจต่างๆ นาๆ มากมายใดๆ แต่ที่แน่ๆ ไทยมีคำว่า "คลุมถุงชน"!

แต่ที่อยากจะพูดถึงมากที่สุด ก็คือเรื่องของการมีละครจำนวนมากที่มีการ "ข่มขืน" ผู้หญิงแล้วสุดท้าย ลงเอยด้วยการแต่งงานกัน คืออย่างไรก็ตาม ผู้หญิงก็ไม่ควรถูกกระทำโดยไม่เต็มใจ ถ้าฝ่ายชายรักจริง ก็ต้องทำให้ฝ่ายหญิงเต็มใจให้ได้สิ การข่มขืน แม้ผู้หญิงจริงๆ จะแอบมีใจ แต่ว่าไม่สมยอม ยังไงก็เป็นการกระทำที่ยอมรับไม่ได้ ทำไมนะ คนเขียนละครน้ำเน่าของไทย ยังคงทำละครแนวนี้มาโดยตลอด ไม่เคยหยุด

ในวรรค 3 ครอบครัว มีสิทธิได้รับการคุ้มครองจากภาครัฐ แต่ถามตัวเองดูสิว่า ได้รับความคุ้มครองแค่ไหน เอาจริงๆ ก็คือภาครัฐของไทยไม่เคยสนใจใส่ใจใยดีอะไรกับครอบครัวคนไทยเลย อย่างนี้ มันดีแล้วหรอ?

17
(1) Everyone has the right to own property alone as well as in association with others.
(2) No one shall be arbitrarily deprived of his property.

ไม่มีกรณีที่นึกออก

18 Everyone has the right to freedom of thought, conscience, and religion; this right includes freedom to change his religion or belief, and freedom, either alone or in community with others and in public or private, to manifest his religion or belief in teaching, practice, worship and observance.

อืม อยากจะบอกว่า ข้อนี้ ทำให้กูต้องมีอิสรภาพในการ "วิพากษ์วิจารณ์" กษัตริย์ไทยได้ เนื่องจากว่าบทบัญญัติ มาตรา 18 แห่ง UDHR ชัดเจนแล้วว่า กฎหมายอาญาไทย มาตรา 112 ได้ละเมิดมาตรานี้แล้ว เลวร้ายมะ?

นอกจากนี้แล้ว เรายังต้องมีสิทธิใน "อิสรภาพแห่งศาสนา" กล่าวคือ จะนับถือ เปลี่ยน หรือไม่นับถือศาสนาใดก็ได้ แล้วดูสิ คนไทย ด่าดาราที่เปลี่ยนศาสนา ไหนจะกรณีการต่อต้านการสร้างมัสยิดในภาคเหนือของไทย ชัดเจนแล้วว่าพฤติกรรมของคนไทย มีส่วนที่ละเมิดมาตรา 18 ทั้งมาตราเลย อย่างชัดเจน

19 Everyone has the right to freedom of opinion and expression; this right includes freedom to hold opinions without interference and to seek, receive and impart information and ideas through any media and regardless of frontiers.

ข้อนี้เสริมจากข้อที่แล้ว กล่าวคือ ถ้าเรามีสิทธิ มีอิสรภาพที่จะ "วิพากษ์วิจารณ์" หรือแสดงความคิดเห็น หรืออะไรก็ตาม เราก็มีสิทธิ ที่จะแสดงออกมา ส่ง หรือ รับ ข้อความเหล่านั้นได้ แน่นอน หากมันไม่ได้เลวร้าย ชนิดที่ละเมิดกฎหมาย เข้าข่ายหมิ่นประมาท ยังไงเราก็ทำได้โดยสุจริต แล้วในไทย เป็นยังไง เคยรู้มั้ยว่าตัวเองโดนอะไรบ้าง กฎหมายต่างๆ กฎระเบียบต่างๆ ตัววัฒนธรรมเอง กดขี่ บังคับ ห้ามเราพูดเยอะหรือไม่ แค่แสดงความคิดเห็นต่าง ก็...

ไม่รักเมืองไทย ก็ออกไปจากเมืองไทยซะ ไปแล้วก็ไม่ต้องกลับมาอีก

คือมาตราเหล่านี้ได้ให้อิสรภาพกับเราแล้ว ทำไม คนไทยด้วยกันเองจึงได้มากดขี่กันเอง และไล่คนที่มีความเห็นต่างชนิดละเมิดมาตรา 9, 13 กันได้ขนาดนี้?

20
(1) Everyone has the right to freedom of peaceful assembly and association.
(2) No one may be compelled to belong to an association.

การชุมนุม ประชุม หรือจัดตั้งกลุ่มใดๆ ก็ตาม เป็นสิทธิ ที่เราจะมีอิสรภาพในการกระทำได้ ตามมาตรา 20 แห่ง UDHR แต่ปัญหาที่ร้ายแรงที่สุด เห็นจะเป็นการบังคับใช้กฎหมายต่างๆ มากมาย ที่ย่ำแย่และเลวร้าย ยกตัวอย่างเช่นกรณีการจับกุมคนที่ชุมนุมในกรณีต่างๆ โดยเฉพาะหลายๆ ครั้งที่หน้าหอศิลป์ หรือแม้แต่กรณี "ยืนเฉยๆ" ซึ่งการกระทำเช่นนี้ของเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นการละเมิดมาตรา 20 อย่างชัดเจน

ยืนเฉยๆ ก็โดนจับ

21
(1) Everyone has the right to take part in the government of his country, directly or through freely chosen representatives.
(2) Everyone has the right of equal access to public service in his country.
(3) The will of the people shall be the basis of the authority of government; this will shall be expressed in periodic and genuine elections which shall be by universal and equal suffrage and shall be held by secret vote or by equivalent free voting procedures.

วรรค 1 ทุกคนมีสิทธิที่จะมีส่วนร่วมในการเมืองของประเทศ ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม เอาเป็นว่าข้อนี้ สิ่งที่ง่ายที่สุดก็คือการเลือกตั้ง แต่ที่เลวร้ายที่สุดคือรัฐบาลปัจจุบัน กูไม่ได้เลือก!!! ดังนั้น รัฐบาลไทยในยุคปัจจุบันนี้ วินาทีนี้ ละเมิดมาตรา 21 วรรค 1 แห่ง UDHR
วรรค 2 ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการบริการจากภาครัฐอย่างเท่าเทียม แล้วคิดว่ามันเท่าเทียมจริงหรือไม่? รัฐบาลควรจะมีนโยบายทุกอย่าง "ให้ทุกคน" ไม่ใช่ประชานิยม "ช่วยเหลือคนจน" อย่างเดียวซึ่ง "อยุติธรรม" - นโยบายทุกอย่าง ควรเกลี่ยๆ ไปให้กับทุกคน เป็นพื้นฐาน เพื่อสร้างให้ "พลเมือง" (ย้ำว่าพลเมือง ไม่ใช่ประชาชน) ทุกคนในประเทศ ให้มีพื้นฐานทุกอย่างเท่าเทียมกันในการออกมาแข่งขันในโลกแห่งความจริง ที่ต้องประกอบอาชีพ ที่ต้องทำธุรกิจ ต่างๆ นาๆ ให้คนที่เคยจนกว่า สามารถลืมตาอ้าปากได้จริงๆ - แต่เอาจริงๆ ในไทย ทุกอย่างที่ควรมี หรือเคยมี กลับ... หาย! นโยบายบัตรทองเอย 30 บาทรักษาทุกโรคเอย ก็ล้วนแต่จบลง เรื่องสาธารณสุข และเรื่องการศึกษา กลายเป็นเรื่องของ "การบริจาค" แทนที่การเป็นการบริการจากภาครัฐ นี่รัฐไทยล่มจมได้ถึงเพียงนี้เลยงั้นหรือ? แถมคนไทยจำนวนมากยังคงเห็นดีเห็นงามกับการบริจาค ซึ่งส่งเสริมให้ภาครัฐล้มเลิก ความตั้งใจในการที่จะให้บริการประชาชน แล้วหรือไม่? หรืออันที่จริงภาครัฐเริ่มหลงลืมหน้าที่ของตนเองมานานแล้ว เนื่องจากพวกนักศึกษาในมหาวิทยาลัยชอบ "ออกค่ายอาสา" ตามจังหวัดห่างไกลต่างๆ มาโดยตลอด สรุปคือ เราจ่ายเงินภาษีให้รัฐบาลโกงกิน แล้วจ่ายเงินบริจาค ไปพัฒนาคุณภาพชีวิตของเราเอง งั้นหรือ? ต่างประเทศน่ะ เวลาเขาทำค่ายอาสาพวกนี้ เขาไปในประเทศที่ห่างไกล ยากจน แบบจนจริงๆ รัฐบาลห่วยๆ น่ะ เขาทำ passport ขอ visa แล้วบินไปครับ... ของไทยหรอ? คือ นักศึกษาต้องช่วยคนในประเทศเดียวกันเอง ตลกมั้ยล่ะ? นี่ไง บริการจากภาครัฐที่ "ไม่เท่าเทียม" ผิด UDHR มาตรา 21 วรรค 2
วรรค 3 ความต้องการของประชาชน คือ สิ่งที่รัฐบาลต้องทำ... ถามกลับครับ รัฐบาลเคยทำตามสิ่งที่ประชาชนต้องการหรือไม่? มีกี่อย่างแล้วที่ประชาชนต้องลงมือทำเอง ตัวอย่างข้างบนไง ที่คนต้องการแล้วต้องบริจาคเองไง รัฐบาลเคยมาเหลียวแลบ้างหรือไม่? ก็ไม่เลย

แล้วคือแบบ ปัญหาที่หนักข้อที่สุดก็คือการที่

ประชาชนไทยเห็นดีเห็นงามกับการบริจาค กับการไปค่ายอาสา
ไม่ได้เห็นว่างานนี้เป็นงานของรัฐบาล

ซึ่งเป็นการ "ยินยอม" ให้รัฐบาลเชิดเงินเราหนี เชิดเงินเราไปถลุงในเรื่องที่เรา... ไม่ต้องการ

และทำไมตรงนี้ใช้ประชาชน ก็เพราะว่าดูท่าทางว่าคนในประเทศไทย จะไม่ได้อยากเป็นพลเมืองที่ภาครัฐต้องดูแลไงครับ

22 Everyone, as a member of society, has the right to social security and is entitled to realization, through national effort and international co-operation and in accordance with the organization and resources of each State, of the economic, social and cultural rights indispensable for his dignity and the free development of his personality.

ทุกคนมีสิทธิในหลักประกันทางสังคม ที่จะนำพาไปสู่ความสำเร็จของตนเอง ไม่ว่าจะด้วยทรัพยากรต่างๆ ภายในประเทศ หรือความร่วมมือระหว่างประเทศ แต่ในขณะที่ประเทศอื่นร่วมมือกัน ประเทศไทย กลับไม่มีการส่งเสริมให้พลเมืองพูดภาษาสากลของโลก เพื่อรับความร่วมมือจากนานาอารยประเทศ ซ้ำยังมีวาทกรรมที่เลวร้ายว่า

ไม่พูดภาษาไทยก็ไม่ต้องมาอยู่เมืองไทย
ไม่รักเมืองไทยหรอ พูดแต่ภาษาต่างด้าวเนี่ย

สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นวัฒนธรรมไทยที่ปลูกฝังความเป็น "ชาตินิยม" จนนำไปสู่การปฏิเสธในหลายๆ เรื่อง รวมทั้งการปฏิเสธการพัฒนาตนเอง ที่ลุกลามไปละเมิดสิทธิในการพัฒนาตนเองของผู้อื่น จึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจเลยที่ประชาชนไทย จะไม่ได้รับรู้เลยด้วยซ้ำว่าตนเองไม่ได้ถูกกระทำแบบพลเมือง ไม่รู้ถึงขนาดความแตกต่างของคำว่าประชาชนและพลเมือง ไม่สนใจว่าตัวเองจะไม่ได้สิทธิที่พลเมืองควรจะได้รับ และคิดว่าตัวเองเป็นแค่ประชาชนธรรมดาๆ ที่ไร้สิทธิ อยู่รอวันตายเพียงเท่านั้น

23
(1) Everyone has the right to work, to free choice of employment, to just and favorable conditions of work and to protection against unemployment.
(2) Everyone, without any discrimination, has the right to equal pay for equal work.
(3) Everyone who works has the right to just and favorable remuneration ensuring for himself and his family an existence worthy of human dignity, and supplemented, if necessary, by other means of social protection.
(4) Everyone has the right to form and to join trade unions for the protection of his interests.

Equal pay for equal work... อันที่จริงก็... ต้องบอกว่าตำแหน่งบางตำแหน่ง แค่ไม่กี่นาทีก็ได้งานเยอะ บางตำแหน่ง ต้องทำงานหนักกว่าจะทำกำไรให้องค์กร... แต่ว่า อย่างกรณีลางานร่วม 400 วันแบบนี้ มันก็เกินไป

สำหรับข้อนี้ การหาข่าวอาจจะยาก แต่ว่าอยากให้คิดดูให้ดีๆ ว่าเป็นจริงหรือไม่อย่างไรโดยไม่ต้องอวยประเทศไทย

1. ในวงการราชการ ยังมีความไม่เท่าเทียมกัน มี discrimination สูงมาก เคยได้ยินว่าคนที่จะต้องยกน้ำไปเสิร์ฟที่โต๊ะที่มี "ผู้ใหญ่" นั่งอยู่ ต้อง "คลานเข่า" เข้าไป! นี่มันยุคไหนแล้ว จะผู้ใหญ่หรือไม่ ทุกคนมีสิทธิ มีเกียรติแห่งความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกันทั้งสิ้น
2. คนทำงานดีกว่า ย่อมต้องได้รับค่าตอบแทนมากกว่า นี่ขอบอกเลยว่ามันเกี่ยวข้องกับตำแหน่ง ไม่ใช่งานหนัก แต่ไม่ใช้สมอง ไม่เครียด ไม่ต้องรับผิดชอบ จะได้เงินมากกว่าคนนั่งสบายๆ ทำงาน เพราะบางที นั่งสบายอาจเครียด หรือทำงานหนักมากในสมอง และความผิดพลาดของเขาอาจนำไปสู่หายนะได้ แต่ในเมืองไทย ยังมีคนระดับสูง โดยเฉพาะในราชการและรัฐวิสาหกิจ ที่ทำงานสบายๆ ไม่ต้องเครียด ไม่ต้องใส่ใจอะไรก็ได้เงินดีๆ เพราะ "เส้นใหญ่"
3. มีกี่คนที่ต้องทำงานล่วงเวลาโดยไม่ได้เงินค่าล่วงเวลา? (โดนบังคับให้ทำ)
4. นายจ้างคนไหนปวดหัวกับลูกทีมที่งานไม่ได้เรื่องแต่จะขอแต่เพิ่มเงินเดือน?

คงต้องบอกว่าในไทยยังมีเยอะ! ไม่มีข่าวแต่ต่างชาติก็ด่าออกเน็ตบ่อยๆ ว่าคนไทยทำงานห่วย แล้วยังจะขอนู่นขอนี่ อยากได้เงินเยอะๆ แต่ทำงานไม่คุ้มค่าจ้าง หรือกดขี่ลูกทีม จ้างมาแล้วจะทำ "อะไรกับมันก็ได้" เนี่ย... พฤติกรรมพวกนี้ ละเมิดมาตรานี้อย่างชัดเจน

24 Everyone has the right to rest and leisure, including reasonable limitation of working hours and periodic holidays with pay.

ยังมีหลายประเทศที่การทำงานล่วงเวลาเป็นเรื่องปกติ แต่ว่าการทำงานล่วงเวลานั้นจำเป็นที่จะต้องได้รับการบันทึก และนายจ้างจะต้องจ่ายให้ตามเกณฑ์การคำนวณที่ถูกต้อง แต่สิ่งที่น่าตกใจก็คือ การทำงานล่วงเวลา การทำงานหนัก จนเสียสุขภาพในประเทศไทยนั้น ยัง... น่าจะ... เป็นเรื่องปกติ

25
(1) Everyone has the right to a standard of living adequate for the health and well-being of himself and of his family, including food, clothing, housing and medical care and necessary social services, and the right to security in the event of unemployment, sickness, disability, widowhood, old age or other lack of livelihood in circumstances beyond his control.
(2) Motherhood and childhood are entitled to special care and assistance. All children, whether born in or out of wedlock, shall enjoy the same social protection.

อันนี้คงต้องขอใช้ประสบการณ์ส่วนตัว มีอยู่ครั้งหนึ่งยาที่เป็นสวัสดิการของพนักงานหมด ทำให้ต้องไปซื้อยาเองจากร้านเอกชนในตัวเมือง (หรือรอยาใหม่มาส่งก็ได้ ซึ่งก็จะได้ฟรี) ตัวยานี้ ราคากว่ากว่าร้อยบาท และเป็นยาที่คุณภาพดีมาก หลังจากนั้น ตอนไปต่างจังหวัด ยาเกิดหมด จึงได้แวะข้างทางซื้อยาใหม่ เภสัชกรบอกราคาว่า 20 บาท ตัวยาเดียวกัน เหมือนกัน "ทุกประการ" จึงซื้อมา แต่ในความเหมือนกันทุกประการ ความแตกต่างคือ ผู้ผลิต เนื่องจากยาถูกผลิตภายในประเทศไทย จึงมีราคาที่ถูกกว่ามาก แต่หลังจากที่ซื้อมาและใช้ไปแล้วนั้น ให้ความรู้สึกว่า ตัวยา ไม่ต่างจาก "แป้งอัดเม็ด" ที่ไม่ได้บรรเทาอาการใดๆ เลย จึงต้องหันกลับไปซื้อยามูลค่ากว่าร้อยบาทดังเดิม

บทเรียนข้อนี้สอนให้รู้ว่า รัฐบาลไทย ไม่ได้มีมาตรการใดๆ ในการควบคุมมาตรฐานในการสาธารณสุขของประเทศให้มีราคาถูก และคนทั่วไปเข้าถึงได้ง่าย คุณคิดว่า การมีแพทย์ มีพยาบาลอาสา ไปยังพื้นที่ชนบทห่างไกล เขาจะใช้ยาประเภทใด? ระหว่าง ยาราคาถูกที่เภสัชกรบอกว่าตัวยาเหมือนกันกับยาราคาแพง หรือว่า ใช้ยาราคาแพงจากต่างประเทศที่ให้ผลได้ดีกว่า

ซ้ำร้าย ในกรณีแม่ตั้งครรภ์ ในประเทศที่เจริญแล้วล้วนมีมาตรการช่วยเหลือไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายในการคลอด เรื่องการดูแลลูก หรือแม้แต่เรื่องรักษาพยาบาลเด็กทารกที่ร่างกายยังไม่แข็งแรง แต่ในประเทศไทย รัฐบาลกลับดูแลแค่ แจกเกลือเนี่ยนะ?

26
(1) Everyone has the right to education. Education shall be free, at least in the elementary and fundamental stages. Elementary education shall be compulsory. Technical and professional education shall be made generally available and higher education shall be equally accessible to all on the basis of merit.
(2) Education shall be directed to the full development of the human personality and to the strengthening of respect for human rights and fundamental freedoms. It shall promote understanding, tolerance, and friendship among all nations, racial or religious groups, and shall further the activities of the United Nations for the maintenance of peace.
(3) Parents have a prior right to choose the kind of education that shall be given to their children.

ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่ในประเทศไทย ถึงจะพยายามลดราคา จนเรียกได้ว่า (เกือบ)ฟรี ในยุคหลัง แต่ก็ยังมีค่าใช้จ่ายภาคบังคับอีกมากมายโดยเฉพาะเรื่องเครื่องแบบ และแบบเรียน การเรียนในระดับสูงก็แพง จนหลายๆ คนไม่มีโอกาสได้เรียน จนออกข่าว นับว่าผิดมาตรา 26 วรรค 1 ไปเต็มๆ แล้วคือคนที่มาจากฝั่งสถานศึกษา กลับขอบคุณการบริจาค แทนที่จะปรับปรุงระบบระเบียบต่างๆ ของตนเอง ให้สอดคล้องกับมาตรา 26 วรรค 1 นี้

แล้วการศึกษาที่ทุกคนได้รับ ยังไงก็ต้องเป็นการศึกษาที่ส่งเสริมการพัฒนาการของคนด้วย รวมทั้งปลูกฝังเรื่องสิทธิมนุษยชนและอิสรภาพ แต่ว่าสิ่งที่เมืองไทยให้กับเด็กคืออะไร อิสรภาพมีหรือไม่? สิทธิมนุษยชนเคยใส่ใจกันบ้างหรือไม่? ก็ไม่เคย

27
(1) Everyone has the right freely to participate in the cultural life of the community, to enjoy the arts and to share in scientific advancement and its benefits.
(2) Everyone has the right to the protection of the moral and material interests resulting from any scientific, literary or artistic production of which he is the author.

คนเรามีสิทธิที่จะมีส่วนร่วมในวัฒนธรรมต่างๆ ศิลปะ และความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ของชุมชนได้อย่างอิสระ ซึ่งในหนึ่งชุมชน สามารถมีได้หลายวัฒนธรรม โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ อย่างกรุงเทพมหานคร เพราะคนเราอาจมาจากต่างพื้นที่ ก็ย่อมมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน มีศิลปะ มีการพูด การใช้ภาษา และอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นในแง่มุมใดก็ตาม แต่ว่าการที่มีวัฒนธรรมที่แตกต่างกันกับคนไทย และแสดงออกอย่างชัดเจน คนที่แตกต่างมักจะโดนวาทกรรมเด็ด...

ไม่รักเมืองไทย ก็ออกไปจากเมืองไทยซะ ไปแล้วก็ไม่ต้องกลับมาอีก
ไม่พูดภาษาไทยก็ไม่ต้องมาอยู่เมืองไทย

ซ้ำร้าย มาตรการต่างๆ จากทางรัฐบาล โดยเฉพาะ Smart City, Thailand 4.0 กลับตรงกันข้าม โดยมีนโยบาลใช้ PromptPay ออกมาเมื่อปีก่อน ซึ่งนับว่าอันตรายอย่างมาก และไม่ได้สนับสนุนการเป็น cashless society เลยด้วยซ้ำ ความพยายามต่างๆ นานาที่จะทำให้เมืองไทยดูดี ดูเจริญ ใช้ technology มากมาย แต่กลับมี พรบ. คอม ฉบับปรับปรุงที่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ความเป็นส่วนตัว ซึ่งละเมิดมาตรา 12 ข้างต้น ซ้ำยังพยายามกำจัดบริการขนส่งสาธารณะของเอกชนที่มีคุณภาพมากกว่าบริการตามกฎหมาย ที่เปิดช่องว่างให้ผู้ประกอบการโกงผู้โดยสารได้อย่างง่ายๆ ก็ชัดเจนแล้วว่า รัฐบาลไม่ได้มีความตั้งใจในการสนับสนุนความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นสิทธิที่พลเมืองจะต้องได้รับภายใต้มาตรา 27 วรรค 1 นี้

28 Everyone is entitled to a social and international order in which the rights and freedoms set forth in this Declaration can be fully realized.

ทุกคนมีสิทธิในระเบียบของสังคม เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของบทบัญญัติทั้ง 30 ข้อนี้... แล้วมีข้อไหนบ้าง ที่เมืองไทยมี วัฒนธรรมไทยสนับสนุน? ยิ่งละเมิดมาตราอื่นเท่าไร ก็เท่ากับยิ่งละเมิดมาตรา 28 เท่านั้นแหละ

29
(1) Everyone has duties to the community in which alone the free and full development of his personality is possible.
(2) In the exercise of his rights and freedoms, everyone shall be subject only to such limitations as are determined by law solely for the purpose of securing due recognition and respect for the rights and freedoms of others and of meeting the just requirements of morality, public order and the general welfare in a democratic society.
(3) These rights and freedoms may in no case be exercised contrary to the purposes and principles of the United Nations.

วรรค 1 หน้าที่เพื่อสังคมของเราทุกคน ก็คือการพัฒนาตนเอง แต่สังคมไทย กลับขัดขวางการพัฒนา โดยเฉพาะที่กล่าวไปในมาตรา 26
วรรค 2 ข้อจำกัดที่สำคัญของทั้ง 30 ข้อนี้ก็คือ ถึงเราจะมีสิทธิ เสรีภาพ และอิสรภาพของเรา แต่ทุกอย่างย่อมมีกฎหมายกำหนด ซึ่งก็เพื่อป้องกันการละเมิด อธิบายง่ายๆ ก็คือเราก็จะไม่สามารถละเมิดสิทธิ เสรีภาพ และอิสรภาพของผู้อื่นได้
และวรรค 3 ทุกอย่าง ต้องเป็นไปตามจุดประสงค์ของ UN เท่านั้น ดังนั้น หากจะมากำหนดกฎหมาย ที่ตรงกันข้ามกับ 30 ข้อนี้ ย่อมเป็นไปไม่ได้ แต่เมืองไทยล่ะ? มาตรา 112 ตรงกันข้ามอย่างเห็นได้ชัด และมีการบังคับใช้มาตรานี้อย่างโจ่งแจ้งและบ่อยครั้ง นับว่า เลวร้ายมาก!

30 Nothing in this Declaration may be interpreted as implying for any State, group or person any right to engage in any activity or to perform any act aimed at the destruction of any of the rights and freedoms set forth herein.

ไม่มีกฎเกณฑ์อะไรที่จะให้อำนาจใครก็ตามในการทำลายบทบัญญัติใน UDHR ได้ แล้วดูซิ ว่าใครละเมิดบ้าง? ก็คนไทยมหาศาลทั่วประเทศ ซ้ำยังเจ้าหน้าที่รัฐของไทยที่พร้อมใจทำลายล้างทุกอย่างที่บัญญัติไว้

มันจึงเป็นข้อสรุปที่บอกได้เลยว่า ถ้ากูจะบอกว่าวัฒนธรรมไทยมันเลว ความเป็นไทยมันเลว ยังไงก็บอกได้ เพราะในไทย เราสามารถพบเห็นการละเมิดบทบัญญัติฉบับนี้ได้ "ทุกตารางนิ้ว" จริงๆ ทำไมกูจะพูดไม่ได้ล่ะ? ก็ในเมื่อไทยยอมรับและลงนามไปแล้ว สมัครเป็นสมาชิก UN ไปแล้ว ยังไงก็ต้องทำตาม ถ้าจะถอนตัว ให้งบช่วยเหลือคนไม่เห็นด้วยให้ออกนอกประเทศด้วยนะ แล้วคนที่เห็นด้วยกับความเป็นไทย วัฒนธรรมไทยเนี่ย ก็เดินเครื่องติดจรวจ เอาประเทศไทยออกไป TRAPPIST-1g เลยดีมั้ย? ไปดาวหนาวๆ ไง จะได้แช่แข็งวัฒนธรรมอันเลวร้ายของไทยไว้ได้ง่ายๆ หน่อย ประหยัดพลังงานดี โลกจะได้เบาขึ้นเยอะ

Design Challenge (8): Bus Hub

posted Mar 25, 2017, 11:14 PM by Ratinan Lee   [ updated Apr 3, 2017, 6:06 AM ]

Remember the hub?

Illustration 1 - Don Mueang Hub

Bangkok is huge. There must be express bus routes and local bus routes so people traveling a very long distance can board the express one. At any time.

Illustration 2 - North Bangkok map

The best way for people to travel around Bangkok is to build hubs around the city. And Bangkok needs hundred of them. Then, the routes must be laid to link these hubs. For example, the dark green route connects Chatuchak Park with Wat Samian Nari, Thung Song Hong, Lak Si, Don Mueang, and Rangsit. The hubs will also house the interchange with local routes as shown in illustration 1. For example, if we follow the illustration 2, to get to somewhere in Don Mueang, such like Don Mueang Plaza, from Downtown Bangkok. People can take the train to Chatuchak Park, transfer to the express bus which stops at only a few hubs, and finally transfer to the local bus which only goes for few more stops.

Illustration 3 - Hub Layout

Looking at the layout above in illustration 3, one alighting from an express bus can walk out to his local bus queue very easily. This layout does not need a huge space like many of the interchanges like in Singapore. This can also be built easily with minimum land to be brought.

Anyway, this is just my dream Bangkok bus hub. I know that this is very difficult because the authorities in Bangkok do not really have a very good vision on anything good for the city.

Design Challenge (7): Singapore's MyTransport App

posted Mar 22, 2017, 9:25 PM by Ratinan Lee   [ updated Mar 26, 2017, 9:33 AM ]

Singapore is very good, of course, in many aspects. BUT, its MyTransport application sucks, in my opinion. Here is the main menu. You can see that they include everything about transportation but most of us need only a few. You think about your own use. If you don't have your own car you won't need ERP, traffic camera, COE, parking guide. If you won't ride MRT or buses, you won't need bus arrival time, bus services, MRT/LRT map, find-my-way (for emergency cases).
  

Hence, the app can be made simpler by splitting up into several more apps. The best thing here is that the Taxi-Taxi@SG is a link for downloading another app. But is it needed to be there? People who use taxi should be informed to download the app at the taxi stands or taxi's websites like CDG's.

And moreover, why do they need to provide weather information? The PSI may not be really needed but the weather and temperature are both provided by the operating system. You don't even have to unlock the phone to get the forecast, why does the app need to offer this piece of information?

Here is my new design, much simpler:

Illustration 01 Main Menu

Only public transports are here in this application. For those who do not own their own car, they do not need to scroll or swipe to find what they want. And for those who own cars also, they do not need to see the public transport icons in their apps. For those who need both, they can download both. The principle of designing anything, according to Google, is "simplicity", that's why we need the application like this. And in order to make it better, if the user already allows the app to access GPS information, the application can retrieve current traffic condition and show it on the main page.

Why did I come up with this design?

HTA (Hierarchical Task Analysis)

This is what HCI (Human-Computer Interaction) students must have already done. The first thing I want to see when I launch the transportation app is what I need to know. Most likely what the user wants to know is how to get from there to somewhere else! Hence, the information of the incoming buses or trains to the nearest point of departure (bus stops or MRT stations) must be shown.

Illustration 02 Arrival Time and Bus Routes

Arrival Time
With JSON data structure and fast Internet connection, we could make a good API that tells users the accurate estimated arrival times of all transportation modes nearby. Imagine when you need to go somewhere urgently, you don't have much time to press so many buttons to get to what you want to see. The user can press more buttons if they do not require default information, that's why the "View Map" button and search box are there at the bottom. After the click on a map or the search, the screen should show the same thing for the new location selected.

Bus Routes
This must be a simple page with useful information. The current bus routes page in MyTransport@SG application only shows the list of bus service numbers and, when selected, the list of stops. This is not useful for those who don't know the area, especially the block numbers. How could I know where Blk 195E is? Is Blk 298 close to my Blk? Hence, the sketch of the route must be available with some of the points of interests and rivers. The list of bus stops should also be there. And to make it great, the user should be able to track their location also! Smart apps should know the estimated current location of the phone and highlight the next stop and the location on the map in the app here on this page.

Illustration 03 MRT/LRT

MRT/LRT
The current application does not provide an option to search for the stations. If you are a foreigner migrating to Singapore, you have to search using only your own eyes for your origin and destination. So, the only thing that is needed here must be the search feature, so people does not need to find it if they don't know the exact position of the station.

Moreover, if you conduct HTA, you would surely know that people don't like to scroll endlessly for specific information. The most important information should be shown on the first page, e.g. the estimated time needed for the journey, the price for most common fare types, and well, station maps, exits, and other station-related information should be in the separated page dedicated for the station.

Illustration 04 Journey Planner

Journey Planner
A journey planner should cover all modes of public transportation, the same way as how Google Maps does. Well, the MyTransport application does not. That's the problem.

The best thing is that the user SHOULD be able to search for the exact location and the application calculates which MRT station or bus stop the user has to alight. The alternative way is to let the user search for the final bus stop or MRT station. Anyway, the user may not know the nearest bus stop or station.

Illustration 05 Emergency

Emergency
In the case of MRT breakdown, what would you like to know the most? Well. The alternative way to get to your destination, right? The "Find-My-Way" section in the current application is, to me, not a good design at all. First, what is "Find-My-Way"? When reading it, I thought it was something similar to Journey Planner. But since there is a journey planner button nearby, what is Find-My-Way? Oh, well, It's for the emergency!

Then why doesn't the app say "Emergency" or "Alternative Routes" or any other meaningful words?

About the feature. The Emergency feature should report the current MRT conditions. Delay? Break down? And well, if it's the break down, it should also report the FREE BUS TRANSFER AVAILABLE, the bus numbers. Finally, it should also check the the nearest station so it can fill in the origin box. The user can fill in the destination and let it search for the alternative routes that does not require MRT.

1-10 of 25